วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตในเมืองไทยกับต่างประเทศ (ประเทศเมืองหนาว)

จั่วหัวเรื่องนี้ขึ้นมาเนื่องจากวันนี้วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม
เป็นวันหยุดของอาร์เจนตินา ไม่ต้องทำงาน สบายแฮ
หลายครั้งหลายหนสังเกตว่าเมือตัวเองมาอยู่ต่างประเทศ
กิจกรรมยามว่างหรือกิจกรรมผ่อนคลายแตกต่างจากตอนอยู่เมืองไทยพอประมาณ
กล่าวคือ อยู่เมืองไทยแทบไม่เคยเอาเท้าไปเหยียบสวนสาธารณะ
ไม่เคยไปออกกำลังกายในสวน ยกเว้นว่ากลับไปต่างจังหวัด
ไม่ค่อยได้เดินริมถนนในเวลากลางวัน
ไม่ค่อยได้เอาตัวไปให้แดดเลียเล่นในเวลากลางวันที่แดดเปรี้ยงๆ

เพราะเหตุใดกัน? สาเหตุหลักๆ คือ อากาศที่เมืองไทยไม่เป็นใจในการทำกิจกรรมกลางแจ้งเอาเสียเลย
อากาศที่เมืองไทยร้อนมาก ร้อนที่สุด ร้อนอย่างเดียวไม่พอ ความชื้นสูงมาก
เดินไปเดินมา รูขุมขนจะพากันหลั่งเหงื่อนออกมาชะโลมกาย พร้มกับกลิ่นไม่พึงประสงค์
เมือครั้งกลับไปเมืองไทยปีที่แล้ว ได้มีโอกาสไปเดินริมถนนพระรามหนึ่ง หน้าสยามสแควร์
มะอยากเชื่อเลย บระเจ้า เดินไปสักพัก เริ่มหายใจไม่ออก
กลับมาบ้าน วันนั้นไม่สบาย เป็นไข้
คิดว่าร่างกายยังปรับกลับไปหาอากาศที่ร้อนระห่ำของเมืองไทยยังไม่ได้
หลายคนคงคิดว่าดัดจริต แต่จริงๆ แล้ว ร่างกายมันคงปรับให้ชินกับอากาศหนาวแล้ว
เมือกลับมาเมืองไทย ร่างกายทำเป็นลืมกำพืด ไม่กำสัตว์ และสิ่งของ

นี่จึงเป็นอีกเหตุที่ทำให้ไม่อยากทำอะไรนอกบ้านในวันหยุดตอนช่วงตะวันยังยิ้มแฉ่งกลางกะบาล
แต่มาอยู่ที่นี่ ไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนบ่อยมาก
อากาศกำลังดี ทำให้อยากออกไปนอกบ้าน
ตลอดปีที่มีช่วงอากาศหนาวเกือบแปดเดือน
เมื่อฤดูใบไม้ผลิและร้อนมาถึง จึงเหมือนช่วงลปอดปล่อย

ทำให้เข้าใจมากขึ้นด้วยว่าคนเมืองหนาวให้ความสำคัญกับแดดและหน้าร้อนเพียงใด
ทุกคนจะพร้อมใจกันออกมานอกบ้าน อย่างสวนหน้าที่พักเป็นต้น
คนเยอะมาก เดินกันขวักไขว่ บ.ใบไม้ทับถม

วันว่างในเมืองนอกจึงอุดมไปด้วยกิจกรรมนอกบ้าน
เดินเล่น วิ่งออกกำลังกายสบายๆ ให้แดดเลียตัว
นอนพึ่งลมบนระเบียงตึก สุขใจจริงเชียว
สิ่งเหล่านี้หาไม่ค่อยได้ในเมืองร้อนอย่างไทยแลนด์

มิใช่แค่นั้น ร้านค้าสามารถมาตั้งโต๊ะริมถนน
ให้คนได้นั่งทอดหุ่ย (แปลว่าไรวะ ทอดทำไมหุ่ย)
สบายๆ ดูคนเดินไปมาตามถนน ให้ได้เข้าใจสัจธรรมชีวิต
ตั้งแต่สเต็ปแรก เกิด เราได้เห็นเด็กแรกเกิด ผิวใส อมชมพูเหมือนเด็กกรุงเทพ
สเต็ปที่สองของชีวิต เราได้เห็นเด็กเล็กวิ่งเล่นส่งเสียงเจี้ยวจ้าว
สเต็ปที่สาม วัยรุ่น มากันสองคนเดินจูงมือกระหนุงกระหนิง จูบกันจ๊วบๆ
สเต็ปที่สี่ วัยทำงานมีครอบครัว พ่อแม่ อุ้มลูกจูงหลาน มือถือกระติกน้ำชามาเต้
สเต็ปที่ห้า วัยชรา เดินโชว์หนังเหี่ยวๆ เหี่ยวมากพร้อมลายตกกระ ไม่เป็นที่น่าทัศนาเท่าใด
สรุป เราได้เห็นวงจรชีวิตตั้งแต่เกิดจนแก่ใกล้ตาย นอกบ้าน

ในขณะที่เมืองไทย เราจะเห็นภาพในลักษณะนี้ได้ในห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่สวน
สวนสาธารณะในเมืองไทยอาจเป็นที่พักผ่อนของชนชั้นทางสังคมระดับล่าง
ส่วนคุณๆ ชนชั้นกลางจนถึงระดับบนจะไปสิงสถิตในห้าง
คุณแม่เข้าร้านทำสปาเล็บ คุณลูกไปอยุ่ในส่วนพัฒนการเด็ก เล่นเกมไฮโซ
คุณพ่อดูถุงกอล์ฟและนั่งร้านกาแฟดูสาวมหาลัย
ทุกคนแทบจะไม่ถูกแดดธรรมชาติ
แต่โดนแสงไฟสปอตไลท์และไฟสีขาวสีขุ่นในห้างแทน

อากาศและภูมิศาสตร์กำหนดวิถีชีวิตมนุษย์อย่างเต็มๆ
ทำให้คนในเมืองหนาว เมืองร้อน มีการใช้ชีวิตต่างกัน
สุขสันต์วันหยุดครับผม :)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น