วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตในเมืองไทยกับต่างประเทศ (ประเทศเมืองหนาว)

จั่วหัวเรื่องนี้ขึ้นมาเนื่องจากวันนี้วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม
เป็นวันหยุดของอาร์เจนตินา ไม่ต้องทำงาน สบายแฮ
หลายครั้งหลายหนสังเกตว่าเมือตัวเองมาอยู่ต่างประเทศ
กิจกรรมยามว่างหรือกิจกรรมผ่อนคลายแตกต่างจากตอนอยู่เมืองไทยพอประมาณ
กล่าวคือ อยู่เมืองไทยแทบไม่เคยเอาเท้าไปเหยียบสวนสาธารณะ
ไม่เคยไปออกกำลังกายในสวน ยกเว้นว่ากลับไปต่างจังหวัด
ไม่ค่อยได้เดินริมถนนในเวลากลางวัน
ไม่ค่อยได้เอาตัวไปให้แดดเลียเล่นในเวลากลางวันที่แดดเปรี้ยงๆ

เพราะเหตุใดกัน? สาเหตุหลักๆ คือ อากาศที่เมืองไทยไม่เป็นใจในการทำกิจกรรมกลางแจ้งเอาเสียเลย
อากาศที่เมืองไทยร้อนมาก ร้อนที่สุด ร้อนอย่างเดียวไม่พอ ความชื้นสูงมาก
เดินไปเดินมา รูขุมขนจะพากันหลั่งเหงื่อนออกมาชะโลมกาย พร้มกับกลิ่นไม่พึงประสงค์
เมือครั้งกลับไปเมืองไทยปีที่แล้ว ได้มีโอกาสไปเดินริมถนนพระรามหนึ่ง หน้าสยามสแควร์
มะอยากเชื่อเลย บระเจ้า เดินไปสักพัก เริ่มหายใจไม่ออก
กลับมาบ้าน วันนั้นไม่สบาย เป็นไข้
คิดว่าร่างกายยังปรับกลับไปหาอากาศที่ร้อนระห่ำของเมืองไทยยังไม่ได้
หลายคนคงคิดว่าดัดจริต แต่จริงๆ แล้ว ร่างกายมันคงปรับให้ชินกับอากาศหนาวแล้ว
เมือกลับมาเมืองไทย ร่างกายทำเป็นลืมกำพืด ไม่กำสัตว์ และสิ่งของ

นี่จึงเป็นอีกเหตุที่ทำให้ไม่อยากทำอะไรนอกบ้านในวันหยุดตอนช่วงตะวันยังยิ้มแฉ่งกลางกะบาล
แต่มาอยู่ที่นี่ ไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนบ่อยมาก
อากาศกำลังดี ทำให้อยากออกไปนอกบ้าน
ตลอดปีที่มีช่วงอากาศหนาวเกือบแปดเดือน
เมื่อฤดูใบไม้ผลิและร้อนมาถึง จึงเหมือนช่วงลปอดปล่อย

ทำให้เข้าใจมากขึ้นด้วยว่าคนเมืองหนาวให้ความสำคัญกับแดดและหน้าร้อนเพียงใด
ทุกคนจะพร้อมใจกันออกมานอกบ้าน อย่างสวนหน้าที่พักเป็นต้น
คนเยอะมาก เดินกันขวักไขว่ บ.ใบไม้ทับถม

วันว่างในเมืองนอกจึงอุดมไปด้วยกิจกรรมนอกบ้าน
เดินเล่น วิ่งออกกำลังกายสบายๆ ให้แดดเลียตัว
นอนพึ่งลมบนระเบียงตึก สุขใจจริงเชียว
สิ่งเหล่านี้หาไม่ค่อยได้ในเมืองร้อนอย่างไทยแลนด์

มิใช่แค่นั้น ร้านค้าสามารถมาตั้งโต๊ะริมถนน
ให้คนได้นั่งทอดหุ่ย (แปลว่าไรวะ ทอดทำไมหุ่ย)
สบายๆ ดูคนเดินไปมาตามถนน ให้ได้เข้าใจสัจธรรมชีวิต
ตั้งแต่สเต็ปแรก เกิด เราได้เห็นเด็กแรกเกิด ผิวใส อมชมพูเหมือนเด็กกรุงเทพ
สเต็ปที่สองของชีวิต เราได้เห็นเด็กเล็กวิ่งเล่นส่งเสียงเจี้ยวจ้าว
สเต็ปที่สาม วัยรุ่น มากันสองคนเดินจูงมือกระหนุงกระหนิง จูบกันจ๊วบๆ
สเต็ปที่สี่ วัยทำงานมีครอบครัว พ่อแม่ อุ้มลูกจูงหลาน มือถือกระติกน้ำชามาเต้
สเต็ปที่ห้า วัยชรา เดินโชว์หนังเหี่ยวๆ เหี่ยวมากพร้อมลายตกกระ ไม่เป็นที่น่าทัศนาเท่าใด
สรุป เราได้เห็นวงจรชีวิตตั้งแต่เกิดจนแก่ใกล้ตาย นอกบ้าน

ในขณะที่เมืองไทย เราจะเห็นภาพในลักษณะนี้ได้ในห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่สวน
สวนสาธารณะในเมืองไทยอาจเป็นที่พักผ่อนของชนชั้นทางสังคมระดับล่าง
ส่วนคุณๆ ชนชั้นกลางจนถึงระดับบนจะไปสิงสถิตในห้าง
คุณแม่เข้าร้านทำสปาเล็บ คุณลูกไปอยุ่ในส่วนพัฒนการเด็ก เล่นเกมไฮโซ
คุณพ่อดูถุงกอล์ฟและนั่งร้านกาแฟดูสาวมหาลัย
ทุกคนแทบจะไม่ถูกแดดธรรมชาติ
แต่โดนแสงไฟสปอตไลท์และไฟสีขาวสีขุ่นในห้างแทน

อากาศและภูมิศาสตร์กำหนดวิถีชีวิตมนุษย์อย่างเต็มๆ
ทำให้คนในเมืองหนาว เมืองร้อน มีการใช้ชีวิตต่างกัน
สุขสันต์วันหยุดครับผม :)

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

ความเป็นผู้ใหญ่ในสังคมไทย

บทความนี้เขียนขึ้นมาด้วยความขุ่นข้อง
ต้องหาที่ระบายเป็นตัวช่วย
สังคมไทยเรามีหลักที่สังคมให้คุณค่า
เมื่อบ่งบอกว่าเป็นคุณค่าแล้วละก็
มักจะเป็นสิ่งที่ควรทำและปฏิบัติ
หรือละเว้น ไม่ปฏิบัติ

ได้มีโอกาสใกล้ชิดบุคคลหลายจำพวก
ไล่ตั้งแต่ระดับบนๆ ยอดของสังคม
และเรื่อยมาไต่ระดับลงสู่คนในระดับเบื้องล่าง
สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยให้ความหมายมากคือความเป็นผู้ใหญ่
ความเป็นผู้ใหญ่นี้ไม่ได้หมายเพียงเฉพาะการมีอายุมาก
แต่การมีอายุมากนั้นต้องประกอบด้วยประสบการณ์ วิจารณญาณ และหลักคุณธรรม
อ่อ รวมทั้งหลักในการปกครองและดูแลผู้น้อย

แต่ฉะไหนกันเล่าที่บุคคลหลายคนที่ได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ใหญ่
กลับทำตัวไม่สมกับฐานะที่ได้รับ ถึงแม้ว่าไม่ต้องได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ใหญ่จากใครๆ ก็ตาม
แต่ด้วยวัยวุฒิแล้ว เมื่อบุคคลหนึ่งดำรงอายุถึงในระดับหนึ่งแล้ว
ทุกคนจะได้สถานะภาพ "ความเป็นผู้ใหญ่" มาโดยอัตโนมัติ

"ความเป็นผู้ใหญ่" ในสังคมไทยไม่ได้จำกัดเฉพาะการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะควรแก่วัยและฐานะ
แต่ยังหมายรวมถึงการประพฤติให้เป็นที่เคารพและเป็นที่พึ่งพาของผู้น้อยได้
อีกทั้งยังหมายรวมถึงการไม่ใช่อำนาจที่ได้มาจาก "ความเป็นผู้ใหญ่" นี้ไปปฏิบัติมิชอบ
ไปเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่าทั้งฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และหน้าที่การงาน

"ความเป็นผู้ใหญ่" ของสังคมไทยให้ความสำคัญกับสถานะการเป็นที่พึ่งพาได้
พึ่งพาในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงมิติด้านไม่ดีของ "ความเป็นผู้ใหญ่" ของสังคมไทย
เช่น เส้นสาย ระบบอุปถัมภ์ การช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ให้ได้มาหรือหลุดพ้นผลแห่งการกระทำผิดของผู้น้อยที่ขอความช่วยเหลือ

"ความเป็นผู้ใหญ่" ต้องมีความมีน้ำใจ ห่วงอาทร และหวังดีกับผู้น้อย
ไม่ใช่เอาประโยชน์จากผู้น้อยเพียงแค่คิดว่าตนเองมีสถานะที่สูงกว่า จึงควรได้รับการดูแลและความนับถือจากผู้น้อยแต่ถ่ายเดียว
บุคคลที่มี่อายุมากหลายคนที่พบประสบเจอ มีพฤติกรรมดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
ซึ่งบอกตามตรงว่ารับไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงออกมาซึ่งความไร้น้ำใจต่อผู้น้อย

ยังเชื่อมั่นในค่านิยมด้านดีนี้ของคนไทยเสมอว่า
เมื่อใดก็ตามที่เราขออาศัย ไหว้วาน ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยเฉพาะจากผู้น้อยแล้ว
และผู้น้อยนั้นหยิบยื่นน้ำใจให้ โดยไม่ปฏิเสธ และทำด้วยความเต็มใจแล้ว
ผู้ใหญ่คนนั้นควรแสดงออกซึ่งการซาบซึ่งในน้ำใจที่ได้รับ
สิ่งนี้คงไม่ใช่การเรียกร้องสิ่งตอบแทน
แต่เป็นสิ่งที่บุคคลที่มีสถานะความเป็นผู้ใหญ่พึงปฏิบัติ
มิใช่อะไรหรอก ล้วนแต่เพื่อเป็นผลดีเองต่อผู้ใหญ่คนนั้นเอง
เพื่อรักษาสถานะความเป็นผู้ใหญ่เอาไว้และรักษาการปกครองและการได้รับความเคารพนับถือต่อไป
ไม่ให้เป็นที่ค่อนขอด ตำหนิ หรือถอนหงอกได้ในภายหลัง
โดยเฉพาะท่านทั้งหลายทีมีตำแหน่งหน้าที่การงานและสถานะเป็นบุคคลสาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ
ยิ่งต้องระมัดระวัง ต้องรักษาความเป็นผู้ใหญ่ไว้ให้มั่นและเหมาะสม
สังคมไทยให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำใจมาก
ซึ่งเป็นค่านิยมที่ดีและควรรักษาเอาไว้

การมีน้ำใจสะท้อนความมีอารยธรรม
ซึ่งมันสะท้อนว่าสังคมนั้นอุดมไปด้วยความเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ ความเอื้ออาทร และความห่วงใยใส่ใจระหว่างบุคคลในสังคม
เป็นกลไกทางสังคมที่สร้างขึ้นมาเพื่อลดการเอาเปรียบ การปกป้องผู้ที่ด้อยกว่า
และสร้างสรรค์ จรรโลงสังคมที่น่าอยู่ที่ทุกคนหยิบยืนน้ำใจให้กันและกัน

ในเมื่อคนที่ได้รับสถานะความเป็นผู้ใหญ่ ทำตัวไม่เหมาะสมกับสถานะนี้
ขาดซึ่งน้ำใจแล้ว ก็ได้แต่เห็นว่าคนๆ นั้นขาดแล้วซึ่ง "ความเป็นผู้ใหญ่"
และไม่น่าจะได้รับความนับถือและเคารพจากผู้น้อยต่อไปเลย

วันนี้เซ็งกับความประพฤติของคน
ที่กระทบต่อตัวคนอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม
เบื่อ เห็นแล้วเพลียจริงๆ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

the boy in the stripped pyjamas

ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองที่ดำเนินเนื้อเรื่องในเยอรมนีทั้งหมด
ถ่ายทอดความคิดของผู้แต่งเรื่องนี้ได้ดี
ดูหนังประเภทสงครามทีไรได้ความรู้สึกแบบนี้ทุกที
คือไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงเข่นฆ่ากันได้
ด้วยเหตุลผลว่าฉันดีกว่าแก ฉันมันเลือดบริสุทธิ์กว่า ต้องรักษาเผ่าพันธุ์ของฉันไว้
และฆ่าล้างโคตรพวกต่ำ พวกสวะออกให้หมด
ความคิดแบบนี้น่ากลัวมาก ทำล้ายโลกมาหลายครั้งและยังคงดำเนินต่อไปถึงทุกวันนี้

เนื้อเรื่องสะท้อนความสมบูรณ์แบบชีวิตในอุดมคติที่มนุษย์ชั้นสูง (คนขาว) ต้องธำรง
มีคุณพ่อ คุณแม่ คุณลูกหญิงและคุณลูกชาย
ครอบครัวอบอุ่น คุณพ่อเป็นนายทหาร คุณแม่เป็นแม่บ้านแต่งตัวสวย
คุณลูกๆ เกิดมาบนความเพียบพร้อม แต่งตัวสวยงามและพักอาศัยในบ้านหลังโตแบบยุโรป

ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณพ่อนายทหารได้รับการเลื่อนยศให้ไปดูแลค่ายกันกันชาวยิวในต่างจังหวัด
บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับค่ายกักกันที่ตอนแรกสมาชิกในครอบครัวไม่ทราบว่าเป็นสถานที่อะไร
ค่ายกักกันรอบรั้วด้วยลวดหนามไฟฟ้า กั้นจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
จริงๆ แล้ว รั้วนั้นกั้นอะไรกันหรือ หรือกันไม่ให้คนยิวออกมาข้างนอก
หรือกั้นคนขาวที่อ้างว่ามีสายเลือดอารยันออกจากคนยิว
การก่อรั้วอาจสะท้อนระบบความคิดแบกแยกของเยอรมันในขณะนั้น
กั้นรั้วลวดหนามเพื่อความปลอดภัยของตนจากชาวยิว
ซึ่งมีทั้งอันตรายอยู่ในตัวของมันเอง มันสามารถช็อตใครก็ใด ไม่ว่าเยอรมันหรือยิวหากเข้าไปใกล้

การบ่มเพาะเยาวชนว่าชาติตนยิ่งใหญ่แบบไม่ลืมหูลืมตา
ดังในคำกล่าวที่ตัวละครเด็กพูดว่า "the history of my people is great and glorious"
อาจเป็นคำกล่าวของฮิตเลอร์ในหนังสือ "mein kamf" ก็เป็นได้เพราะไม่เคยอ่าน
ได้ยินแล้วก็สะอึกว่ามันไม่ได้มีเฉพาะในหนัง
แต่มันมีอยู่จริงในโลกใบนี้ที่เราๆ ท่านๆ สามารถหาอ่านได้ในหนังสือประวัติศาสตร์ชาตินิยมทุกเล่ม
ไม่น่าเชื่อว่าการโฆษณาชวนเชื่อ กรอกหู กรอกสายตาชาวบ้านทุกวันๆ
ว่าเรานั้นดีกว่า อีกฝ่ายต่ำกว่า ไม่ใช่คน จะประสบความสำเร็จ
หนังเรื่องนี้จบด้วยโศกนาฎกรรม สิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมากลับตัวเองทำลายตัวเองโดยแท้
ดังความจริงขอโลกนี้ ไม่มีใครทำลายตัวเองได้ราบคาบ
หากเป็นการทำลายล้างจากภายในด้วยตัวของมันเอง

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Royal family costs British taxpayer 69p per person

Queen Elizabeth II and the Royal Family cost the British taxpayer 69p per person last year - an increase of 3p, Buckingham Palace accounts have revealed. The total cost of keeping the monarchy increased by £1.5 million to £41.5 million during the 2008-09 financial year.

The total cost of the monarchy was £ 41,5 million in 2008/09
Palace accounts also showed that the Queen dipped into a reserve fund to boost her Civil List by £6 million. This is the highest amount ever drawn from the reserve which comes from surplus Civil List money accumulated in the 1990s.

The total cost of the Queen's Civil List - which pays for the running of the Royal Household including staff salaries - was £13.9 million in 2008. It was made up of £7.9 million from the Government and £6 million from the reserve.

The boost from the reserve accounted for 43% of the total.
This prompts speculation as to how much the Queen will ask the Government to increase the Civil List by when the current financial deal runs out in December 2010.

If she continues drawing on the reserve at the current rate, she will run out of funds by the start of 2012 - the year of her Diamond Jubilee. The pot of money has gone down from £35 million to £21 million over the last decade.

The current deal - in which the Queen gets £7.9 million a year - was agreed by Sir John Major in
1990.

ความโปร่งใสในระดับเบื้องบน

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

World Economic Forum เพิ่งออกผลการสำรวจสถานะความสามารถในการแข่งขันของ
ประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 134 ประเทศ
เรียงอันดับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันจากมากที่สุดไปต่ำสุด
10 อันดับแรก ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย
เรียงไปจาก
1. สหรัฐฯ
2. สวิส
3. เดนมาร์ก
4. สวีเดน
5. สิงคโปร์
6. ฟินแลนด์
7. เยอรมนี
8. เนเธอร์แลนด์
9. ญี่ปุ่น
10. แคนาดา
---
17. ไต้หวัน
21. มาเลเซีย
30. จีน
34. ไทย

เมื่อมองรายชื่อประเทศ 10 อันดับแรกแล้ว
ก็ไม่น่าแปลกใจ มีประเทศเอเชียอยู่ 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์และญี่ปุ่น
2 ประเทศนี้มักอยู่หัวแถวของการสำรวจด้านเศรษฐกิจของโลกอยู่เสมอ
เกาะเล็กๆ อย่างสิงคโปร์มักครองแชมป์ของเอเชียและโลก
ในแง่ความสามารถในการแข่งขัน การทำธุรกิจ และการพัฒนา
ประเทศแถบสแกนดิเนเวียก็กวาดรางวัลต้นๆ ไปเกือบทุกประเทศ
ประเทศเหล่านี้มีอะไรดี?

ประเทศไทยตกจากอันดับที่ 28 มาอยู่ที่อันดับ 34
เหตุผลหลักคือปัญหาการเมืองไร้เสถียรภาพ
ตามมาด้วยนโยบายรัฐไม่นิ่ง และระบบราชการไร้ประสิทธิภาพ
รวมทั้งคอร์รัปชั่น ปัญหาเงินเฟ้อ การขาดแคลนแรงงานมีการศึกษา ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน
และกฎระเบียบด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา ปัญหาการปล่อยสินเชื่อ ระบบภาษี
ตลอดจนปัญหาการจ้างแรงงานท้องถิ่น กฎหมายแรงงานไม่ยืดหยุ่น
ปัญหาอาชญากรรม และท้ายสุดปัญหาสาธารณสุข

เมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้าน
ไทยมีขนาดจีดีพี 245.7 ล้านดอลลาร์ และรายได้ประชาชาติต่อหัว 3,736 ดอลลาร์
ในขณะที่จีดีพีมาเลเซียมีขนาด 186.5 ล้านดอลลาร์ และรายได้ประชาชาติต่อหัว 6,947 ดอลลาร์
สถานะความสามารถในการแข่งขันของมาเลเซียคงที่จากปีก่อน
และรัฐบาลดูให้ความสนใจเกี่ยวกับการสำรวจครั้งนี้มาก
โดยถือเป็น benchmark ที่ต้องยกระดับการพัฒนาของมาเลเซียให้สูงกว่านี้
ทั้งนี้ จุดด้อยของมาเลเซียที่สำคัญอยู่ที่ปัญหาระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ตามมาด้วยการคอร์รัปชั่น อาชญากรรม เงินเฟ้อ นโยบายรัฐแปรเปลี่ยนบ่อย
ส่วนปัญหาสาธารณสุขไม่มี อันนี้ต่างจากไทย

ไม่ทราบหน่วยงานของไทยให้ความสำคัญกับรายงานฉบับนี้มากน้อยแค่ไหน
อย่างน้อย การสำรวจและจัดอันดับนี้ถือเป็นมาตรวัดความสำเร็จของการพัฒนาประเทศได้ในระดับหนึ่ง
การยกอันดับมาอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นหมายถึงการปรับปรุงและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของตน
หากจะดูในตัวนโยบายของไทยแล้ว ประเทศไทยมีการทุ่มเทงบประมาณในด้านนี้ไม่น้อย
เพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศไปอยู่ในระดับที่ดีกว่า
และปรับให้ตัวเองหนีห่างจากการไล่ตามของเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

แต่ดูเหมือนว่าเราไปไม่ถึงไหน ไม่ได้อยู่ในอันดับที่น่าพอใจนัก
มิหนำซ้ำยังถอยหลังลงคลอง โดยมีการเมืองเป็นตัวฉุดรั้ง

มีข่าวดีหน่อยนึง
การสำรวจประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจโดยธนาคารโลก
ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ดี ติด 1 ใน 15 ประเทศที่ทำธุรกิจง่าย
จึงเห็นว่าเรายังมีโอกาส จริงๆ มีโอกาสอีกมาก
ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศเนื่องจากเรามีศักยภาพ
แต่เราไม่สามารถใช้ศักยภาพได้เท่าที่ควรอย่างที่ควรเป็น


ผมอยากเห็นประเทศไทยอยู่ใน 20 อันดับแรกของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงของโลกจังเลยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม หาดูได้ที่
http://www.weforum.org/en/initiatives/gcp/Global%20Competitiveness%20Report/index.htm

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

dios es argentino!

จั่วเรื่องมาในภาคภาษาสเปน
Dios es argentino แปลเป็นไทยก็คือ พระเจ้าคือคนอาร์เจนตินา
ได้มาสัมผัสกับประเทศอาร์เจนตินาก็เกือบจะสี่ปีแล้ว
เรียนรู้และเข้าใจระบบและวิถีการดำเนินชีวิตของคนอาร์เจนตินาได้พอควร
แต่ก็จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองหลวงที่ซึ่งคนเมืองกรุงเรียกตัวเองว่า porteno (คนท่าเรือ)
เนื่องจากคนยุโรปอพยพมาที่นี่และตั้งรกรากกันตรงบริเวณท่าเรืองกรุงบัวโนสไอเรส
อันเป็นจุดกำเนิดการเต้นแทงโก้ด้วย ยกแข็งยกขา ส่ายไปส่ายมา

อาร์เจนตินามีประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกับไทย
ผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองและเศรษฐกิจเหมือนๆกัน
เคยผ่านการมีระบอบการปกครองโดยทหาร
ล้มลุกคลุกคลานกับการเมืองอ่อนปวกเปียกมาเช่นกัน
เศรษฐกิจล้มระเนระนาดในปี 2002
ค่าเงินเปโซตกลงฮ่วบจากอัตรา 1 เปโซเท่ากับ 1 ดอลลาร์
มาเป็น 1 ดอลลาร์แลกได้ในปัจจุบันก็ 3.7 เปโซ

คนอาร์เจนตินามีความภาคภูมิใจในชาติตนเองมาก
มักโชว์ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้ชาวต่างชาติฟัง
จะว่าไป อาร์เจนตินาก็ร่ำรวยจริงๆ มีพื้นที่กว้างขวาง
มีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับโลก น้ำจืดนี้ก็มาจากธารน้ำแข็งและทะเลสาปอันอุดม
มีแก๊สธรรมชาติ และยังถือครองดินแดนของขั้วโลกใต้ไว้ด้วย
แร่ธาตุก็มากมี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติก็สวยงามติดอันดับโลก
อย่างเช่นน้ำตกอีกัวซูและธารน้ำแข็งยักษ์เปอริโต โมเรโน่


นอกจากนี้ อัตราการรู้หนังสือในอาร์เจนตินานั้นถือว่าสูงที่สุดในลาตินอเมริกา

(เกร็ดเล็กน้อยนะครับ จากการสำรวจล่าสุด ชาวอาร์เจนตินาถือว่าตนเป็นคนมีความรู้สูง

มีสุนทรีย์ ชืนชมศิลปะ อันทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนฮิสแปนิกอื่น)


และยังมีนักคิดนักเขียนได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วด้วย

แต่ทำไม ทำไม อาร์เจนตินาถึงไม่สามารถใช้ความได้เปรียบเหล่านี้

ยกระดับพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศชั้นแนวหน้าของโลกได้

อุเหม่ ก็ต้องย้อนมองอดีตเพื่อศึกษาปัจจุบันและอนาคตของอาร์เจนตินา
ใครเลยจะรุ้ว่าครั้งหนึ่งในช่วงทศวรรษที่ 19
อาร์เจนตินาเคยเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกแข่งขันกันมากับสหรัฐฯ
เอาว่าเคยติด 1 ใน 10 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกแล้วกัน
รายได้ตัวหัวประชากรสูงกว่าฝรั่งเศสและอิตาลี
แต่เอวัง ผ่านมา 100 ปี สหรัฐฯ ก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก
ในขณะที่อาร์เจนตินายังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

การเมืองโดยทหารจะมีอะไรเล่า
เอาทหารมาบริหารประเทศ ทุกคนก็ทราบ
บริหารไม่เป็นฮะ เรื่องเศรษฐศาสตร์ เงินๆ ทองๆ
นายพล นายพันจะรู้อะไร นอกจากกระสุนและดินปืน
อาร์เจนตินาถูกปกครองโดยทหาร ที่รู้จักกันมากก็นายพลฮวน เปรอง
สามีคุณเอว่า เปรอง หรือที่รู้จักกันในชื่อเอวิต้า
พวกเค้าเหล่านี้อย่างที่เรารู้กัน
นโยบายพัฒนาประเทศเน้นชาตินิยมและรัฐสวัสดิการ
ระบบเศรษฐกิจก็เป็นแบบที่นักวิชาการเรียกกันว่า Nazi-Style Economy
คือรัฐเข้าไปมีบทบาทมันทุกอย่าง ช่วยเหลืออุตสาหกรรมภายในประเทศ
ด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าที่สูง และดำเนินนโยบายประชานิยมสุดโต่ง
เพื่อการเป็นที่รักของชนชั้นรากหญ้าผ่านทางโครงการเอื้ออาทรต่างๆ (เอ...คุ้นๆ ไหมเอ่ย)
ไม่มีเงินก็ผลิตแบงค์ออกมาใช้ เงินเฟ้อของอาร์เจนตินาก็สูงปริ๊ดๆ
และก็กู้ฮะ กู้มาโปะหนี้
กว่าจะหลุดพ้นจากยุคทหารก็กินเวลามาถึงช่วงปี 1980
โดยเรียกช่วงเวลานั้นที่ทหารปกครองว่า the lost decades
เหมือนกับประเทศไหนอีกไหมครับท่าน?

รัฐบาลพลเรือนเข้ามาบริหารประเทศที่สถานะทางเศรษฐกิจอ่อนแอ
ทำไปทำมาเศรษฐกิจแย่หนักกว่าเดิม แบงค์ก็ล้ม ธุรกิจก็เจ๊ง
จนกลายมาเป็นอย่างที่เรารับรู้กันตามรายงานสื่อมวลชน
คนอาร์เจนตินาต้องออกมาเคาะหม้อเคาะไห (cacerolazo) หน้าบ้าน

(ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ เคยมีประสบการณ์ได้ยินการเคาะไหมาแล้ว
ทุกบ้านร่วมใจเคาะถ้วยถังกาละมังหม้อพร้อมกันในเวลา 4 ทุ่ม
ดังสนั่นขจรประศาสตร์ทั่วเมืองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง
คล้ายมีวงออเคสตร้าประสานเสียงให้ฟังก่อนนอน)

เคาะๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา
วิกฤตสร้างโอกาสและฮีโร่
ว่าแล้วอาร์เจนตินาก็ได้ประธานาธิบดีคนใหม่
นาย Nestor Kirchner ได้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
เจรจาผ่อนหนี้และท้ายสุดสามารถชำระเงินกู้จากไอเอ็มเอฟคืนจนหมด
แต่...เอาเงินมาใช้หนี้จากไหนกันนา ก็มาจากทุนสำรองระหว่างประเทศนะซี ง่ายจัง
เศรษฐกิจโงหัวขึ้นและไต่ระดับสูงน้องๆ เมืองจีน ติดต่อกันมาใช่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในปลายปี 2007 อาร์เจนตินาก็ได้ผู้นำคนใหม่
เป็นหญิงและที่สำคัญเป็นภรรยาประธานาธิบดีคนก่อน
นาง Cristina Fernandez de Kirchner ขึ้นมาบริหารประเทศ
รับไม้ต่อจากสามี วิ่งผลัด 8 x 100 ต่อไปให้ครบเทอม 4 ปี
ดูจากคนรอบข้างและสื่อ ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีคนนี้ไม่ค่อยเป็นที่น่าพิศมัยเท่าไหร่
คะแนนความนิยมล่นหวูบจาก 70% ในช่วงรับหน้าที่ใหม่ ตกมาเหลือที่ 30%
เพราะเหตุใดกันเล่า? นานๆทีจะมีผู้นำหญิงหัวใจแกร่งมานั่งคุมบังเหียน

ภาพหน้าฉากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สวยๆ
ขัดแย้งกับภาวะความเป็นจริง
เงินเฟ้อของอาร์เจนตินาสูงขึ้น ค่าครองชีพมีราคาแพงกว่าปีแรกที่ผมมา
รายงานเงินเฟ้อของรัฐบาลก็ไม่ตรงกับความจริง
บอกว่าไม่เฟ้อมาก เอามาจากไหนว่าเฟ้อมาก เพ้อเจ้อนะฮ้า
อาร์เจนตินาไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้เน่าของอเมริกาหรอก
แต่รัฐก็อัดฉีดเงินมหาศาลที่ได้มาจากการยึดกองทุนบำนาญเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

คนในชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดว่าประเทศจะไปในทิศทางไหน
คนมีวินัย เคารพกติกามารยาท และมีลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมเฉพาะ (ดีๆ)
ก็มักนำพาให้ประเทศไปสู่สิ่งที่ดี
ดังที่เราเห็นมาแล้วในกรณีของเยอรมนีและญี่ปุ่น

นิสัยประจำชาติกำหนดความเป็นไปโดยแท้
หาเหตุผลมาอธิบายลำบาก แต่มันก็ส่งผลต่อประเทศโดยรวมได้
อาร์เจนตินาก็เช่นกัน
“¿ Si Dios es Argentino por qué nos abandonó?”
(If God is Argentinean why did he abandoned us?)
อันนี้เป็นคำถามในหมู่คนอาร์เจนตินา
ว่าเหตุใดพระเจ้าถึงละทิ้งหนูไป

ไม่มีใครดอก ตัวเราเองนั่นแล
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสังคมอาร์เจนตินาตามข้างล่างนี้เลยจ้า

1. ใจร้อน ตัวอย่าง หากรถคุณเป็นคันหน้าตรงแยกจราจร เมื่อเปลี่ยนเป็นไฟเขียวปุ๊บ
รถคันหลังจะบีบแตรใส่รถคุณทันทีเพื่อให้ขับออกไปโดยพลัน
2. พร้อมจะเอาเปรียบคนอื่น ตัวอย่าง หากคุณต่อคิวและแถวรอคิวนั้นยาวมาก
คุณอาจจะเห็นบางคนพยายามมอง สอดส่อง หาทางเปิดแถวใหม่ให้ตัวเองเป็นคนแรกของคิว
3. โวยวาย ตัวอย่าง ณ โรงภาพยนตร์กลางกรุงที่ถือว่าดีที่สุดในอาร์เจนตินา
กลุ่มคนใช้บริการระดับ B ขึ้นไป ขณะกำลังฉายหนัง ซับไตเติ้ลภาษาสเปนไม่ขึ้น
ผู้ชมจะร่วมกันโห่ร้อง ปรบมือ และจะมีผู้กล้าลุกขึ้นยืนหันหน้าเข้าหาที่ฉายหนัง
พร้อมกับยกมือ 2 ข้างขึ้นเป็นรูปขนมจีบขึ้นลงไปมา
4. อ้างไปเรื่อย ตัวอย่าง คุณจะไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเพราะเหตุใดงานถึงช้า
หรือสิ่งของที่คุณต้องการไม่ได้ คนผู้นั้นจะอ้างไปเรื่อย ไม่รับผิดและบอกให้คุณมาใหม่อีกครั้ง
5. ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า คอนเซ็ปการบริหารลูกค้าที่นี่คือลูกค้าไม่ใช่คนสำคัญ
คุณอาจได้รับบริการห่วยแตกจากห้างชั้นหรูหรือโรงแรมชั้นนำได้
ตัวอย่าง เป็นหน้าที่ของลูกค้าที่ต้องเตรียมแบงค์ย่อย
หากเข้าไปซื้อของที่ร้านชำด้วยแบงก์ใหญ่ๆ
เจ้าของร้านอาจแสดงสีหน้าไม่พอใจและบอกว่าไม่มีเงินทอน
คุณต้องเดินออกจากร้านมือเปล่า
6. หลุดจากโลกภายนอก ตัวอย่าง หากได้มาเยือนที่นี่
คุณจะได้สัมผัสกับโลกยุค 70 หากใครถวิลหายุคเรโทร
ที่นี่มีให้คุณได้ และคนอาร์เจนตินาโดยทั่วไปไม่สนใจโลกภายนอกมากนัก
รับรู้แต่ตัวเองเป็นสำคัญ อย่าหวังว่าเค้าจะรู้จักว่าประเทศของคุณอยู่ที่ไหน
7. รสนิยมวิไล คนอเมริกันมักบอกว่าชาวอาร์เจนตินาแต่งตัวสวย
อันนี้ก็อาจจะจริง คนที่นี่ชอบความหรูหราและการแสดงออกถึงการเป็นยุโรป
8. ไม่ค่อยเปิดรับ คนอาร์เจนตินาจะติดแต่สิ่งเดิมๆ
เป็นการยากที่จะให้เค้ารับสิ่งใหม่ๆ ตัวอย่าง คนอาร์เจนตินากินอาหารลำบาก
อาหารต่างชาติจะเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นกลางที่มีการศึกษา
แต่คนทั่วไปจะไม่กินอาหารต่างชาติเท่าไหร่
อาหารที่คนอาร์เจนตินากินวนเวียนอยู่ที่เนื้อย่าง พาสต้า ขนมปัง และสลัด
9. ลูกทุ่งๆ หากได้มาสัมผัสกับคนท้องถิ่น
จะรับรู้ว่ามีความเป็นภูธรสูง รักพวกพ้อง ไม่มีพิธีรีตอง และชื่นชอบชีวิตธรรมชาติ
10. ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อ ในเมืองหลวง คุณอย่าหวังว่าคุณจะพูดสื่อสาร
ด้วยภาษาอังกฤษกับคนอาร์เจนตินาได้ตลอด คนอาร์เจนติไม่ได้มีความกดดันว่า
การรู้ภาษาที่สองเป็นเรื่องสำคัญ เค้าจะรัวสเปนิชกับคุณเป็นชุดๆ โดยไม่คำนึงว่า
คุณมาจากไหน แต่ก็แปลก เห็นตั้งชื่อร้านรวง ชื่อสินค้าเป็นภาษาอังกฤษกันจัง




ขอมาต่อคราวหน้าครับและจบท้ายด้วยสิ่งนี้




วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

life is another story

"your dreams have taken you so far,
maybe it's time to find out how far you will take your dreams."

ข้อความนี้ส่งมาจากเพื่อนสนิทแดนไกล
อ่านแล้วก็มาทำความเข้าใจกับตัวเอง
ว่ามนุษย์เรามีชีวิตอยู่ได้ส่วนหนึงก็มาจากความฝัน
ฝันอยากเป็นนู่น อยากเป็นนี่
ฝันแล้วก็ทำให้มันเป็นจริง
ใส่ความพยายาม แสวงหา และความสม่ำเสมอ
จนเมื่อทำความฝันนั้นสำเร็จ
ก็จะเริ่มตั้งความฝันใหม่อีกครั้ง
เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนหมดลมหายใจ

การรักษาความสำเร็จที่ผันแปรจากความฝันนั้นก็ยาก
และหลายครั้งก็ไม่รู้ว่าจะรักษาไปเพื่ออะไร
ภายหลังจากลิ้มรสชิมความสำเร็จแล้ว
มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น
ว่าได้มาแล้วไงความฝันเนี่ย ไม่เห็นมีอะไรเลย
ไขว่คว้ามายากลำบาก และสุดท้ายก็ไม่มีอะไร

**วันนี้เป็นวันที่อาจสงสัย
สงสัยว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือถูก
ไม่รู้ว่าทางที่เลือกจะพาเราไปสู่ที่ใด
สุข ทุกข์ เศร้า คละเคล้ากันไป
ขอให้มีสติ ตัดสินใจด้วยเหตุผล
เท่านั้นก็พอ ไม่ต้องมาเสียใจว่าทำหรือไม่ได้ทำอะไร
ในเมื่อทุกอย่างได้ผ่านการกลั่นกรองแล้ว
จากใจและสมองของฉันเอง**