วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไทย-ญี่ปุ่น แต่ดินไม่แดง

จากการที่ต้องจากบ้านมาอยู่ต่างประเทศ
กิจกรรมยามเย็น หลังจากเลิกงานแล้วก็คือการดูทีวี
ดูทีวีในภาษาต่างถื่นมันก็ลำบาก รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง

สิ่งบันเทิงที่โปรดปรานกลับเป็นซีรีย์ต่างๆ
และหัวเรื่องมันเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ผมจะเขียนละว้า
ติดตามซีรีย์ญี่ปุ่นมาก็หลายเรื่องและได้เห็นข้อแตกต่าง
ข้อแตกต่างระหว่างบันเทิงไทยกับบันเทิงญี่ปุ่น
ดูละครไทยแล้วเซ็ง
เซ็งกับเนื้อเรื่องและการขาดความละมุนละไมของผู้จัดทำ
รวมทั้งไม่สามารถทนทานต่อเสียงสนทนาที่ดังมาก ขอย้ำ ดังมากของตัวละคร
เอ...หรือเราจะแก่วะฮะ?

ทำไมนักแสดงไทยต้องตะโกนและตะเบ็ง พูดจากตะคอกกันไปมา
ทำไมต้องใส่อารมณ์ให้คนดูรู้โดยทันทีว่า อีนี่ร้าย ไอ้นั้นเลว
ที่ผ่านมา ได้อาศัยละครไทยมาแก้เบื่อเป็นช่วงๆ
แต่ดูไปได้สักพักต้องหยุดการดู
เพราะดูไปเริ่มเครียดกับเสียงที่ดังจนขยับมาอยู่ในระดับความน่ารำคาญ
แทนที่จะผ่อนคลายกับกลายเป็นว่าปวดหูกับเสียงที่ตัวละครระดมตะเบ็งร่วมกัน
สิ่งนี้ยังไม่ร่วมถึงเนื้อเรื่องที่มักวนเวียนอยู่กับความรัก
การไล่ตามจับผู้ชาย ตบจูบ หรือการได้เสียกันของฝ่ายชายฝ่ายหญิง
อ่อ...รวมไปถึงความแตกต่างทางชนชั้น บ้านนางเอกพระเอกใหญ่โต ผิดวิสัยมนุษย์ธรรมดาเดินดินจะมีกัน

เหตุผลเหล่านี้ทำให้ผมหันมาหาแหล่งบันเทิงใหม่
และซีรีย์ญี่ปุ่นก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผม
เอ...ผมไม่ได้ภาษาญี่ปุ่น แต่หลังจากดูไปหลายเรื่องก็จำศัพท์ได้หลายคำอยู่นา
อุตสาหกรรมการบันเทิงในสาขาละครของญี่ปุ่นก้าวหน้าไปมาก
ทั้งการวางโครงเรื่อง ความสมจริง ความเป็นศิลป์ และการคัดเลือกตัวนักแสดง
อีกทั้งสอดแทรกสาระให้ผู้ชมได้เรียนรู้ความเป็นไปของสังคมญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง

จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่าทำไมละครไทยถึงไม่สร้างมาในแนวนั้น
ดูละครไทยแล้วเหมือนดูลิเกไหมครับ?
ตัวละครแต่งหน้าราวกับว่าจะไปเล่นลิเก ทั้งๆที่เป็นเวลานอนหรือเพิ่งตื่นนอน
แต่เราจะเห็นกระบังลมนางเอกตั้งสูง 90 องศา พร้อมคิวและขนตางอน
บวกกับแก้มสีชมพูระเรื่อ
คนไทยเราเสพย์ละครเหมือนเสพย์ลิเกหรือเปล่า อันนี้ผมตอบไม่ได้
ละครไทยทำให้คนดูรู้เลยว่านี่คือละคร ไม่ใช่เรื่องจริง
นี่คือความบันเทิงราคาถูก ไม่ต้องไต่กระไดดู
ไปทุกที่ทั่วไทย 76 จังหวัดและนอกประเทศ ข้ามฝั่งโขง
เผื่อแผ่ไปให้ประเทศเพื่อนบ้านดูกันด้วย
เนื้อเรื่องก็ย่ำไปๆมาๆ ซึ่งคนดูก็ชอบ
เรื่องเมื่อสมัยผมยังเด็กๆ ก็กลับเอามาทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ตบกันไปมาจนนางเอกหน้าบวมก็ยังกลับมาเล่นใหม่

เรื่องละครหากว่ากันจริงๆ เป็นสิ่งที่น่าศึกษาทางสังคมศาสตร์นะนั่น ว่าไป
ทำไมประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับสูงถึงผลิตสิ่งบันเทิงหลายๆอย่างออกมาได้ดี
แต่ไม่ดีก็มีนะครับ เช่น เรียลตี้โชว์ไร้สาระ โชว์ผู้หญิงเป็นโรคปอดบวมสองข้างตลอดเวลา
หรือประเภทเรียลตี้หน้าสวยด้วยแพทย์ ตามติดชีวิตหมอศัลย์ฯ กับเมียหน้าป่วย

ก็รู้สึกดีที่ช่องทีวีไทยนำเอาซีรีย์ญี่ปุ่นมาฉายเพื่อลดความเน่าของสื่อบันเทิงไทย
ล่าสุดเอาพี่ทากูยะจาก Change มาฉายก็น่าจะจุดประกายความหวังให้กับการเมืองไทย
และสังคมไทยได้บ้างกับนายกมือใหม่ หัวใจประชา(ธิปัตย์) ชน
อาจช่วยทำให้เรามีความหวังกับประเทศป่วยๆ ประเทศนี้
ว่าสักวันนึง เราจะมีนักการเมืองดีๆ สักคน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น